ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษ กลุ่มบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ มุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็มุ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ที่มีการทำเกษตรกรรมเป็นหลักให้มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

บริษัทมีเป้าหมายในการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะพัฒนาทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และบรรษัทภิบาล รวมทั้งการนำ เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและ
กรรมการผู้จัดการ

นายศิริชัย สมบัติศิริ

ประธานกรรมการบริษัท

"การสร้างมูลค่าและความยั่งยืนในปี 2564"

สำหรับการดำเนินงานในปี 2564 ประมาณการผลผลิตอ้อยของประเทศไทยยังอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างต่ำเนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ เช่นบราซิล และอินเดีย แม้ว่าราคาน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวจะปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมากแต่อุปสงค์ของน้ำตาลในตลาดโลกและการบริโภคภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตาม

นอกจากนั้น บริษัทยังมีต้นทุนการผลิตน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในด้านพลังงาน วัตถุดิบ และแรงงาน อีกทั้งโครงการบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยของบริษัท ซูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด ("SEW") ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปีก่อนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด19ส่งผลให้ไม่สามารถส่งออกได้ตามเป้าหมายและการหาตลาดใหม่ภายในประเทศเพื่ออดทนแทนยอดขายของการส่งออกยังไม่เพียงพอจึงทำให้ไม่ใต้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเต็มที่

จากผลกระทบของปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผลการดำเนินงานในรอบปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการรวม 3,788.42 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 129.31 ล้านบาทโดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถกลับมาทำกำไรโดยเติบโตอย่างชัดเจนมากกว่า 2,006% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำตาลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนอกจากนั้นบริษัทยังได้ปรับแผนธุรกิจให้เหมาะสมทั้งในด้านการปรับลดงบประมาณและค่าใช้จ่ายตลอดจนปรับกลยุทธ์การลงทุนโครงการต่าง ๆ และการหาผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการดำเนินงานในปี2564 จะยังคงไม่เติบโตมากเท่าผลการดำเนินงานในอดีตแต่บริษัทก็ยังคงให้ความสำคัญในการกำหนดและจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทได้พัฒนาศักยภาพของพนักงานด้วยการสนับสนุนให้มีการอบรมมากกว่า 30,000 ชั่วโมงต่อปี และบริษัทไม่มีนโยบายปรับลดอัตรากำลังคนในปีที่ผ่านมา รวมทั้งการพัฒนาเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเครือข่ายของบริษัทอย่างต่อเนื่องตามพันธกิจสร้าง"นักธุรกิจชาวไร่"เพื่อความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมทั้งคำนึงถึงความมั่งคั่งของรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญของความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้บริษัทยังดูแลพนักงานร่วมกับการดูแลชุมชนรอบข้างโดยการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด19ให้กับพนักงาน และร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนโดยรอบพื้นที่โรงงานในจังหวัดบุรีรัมย์รณรงค์ให้ความรู้ และสร้างศูนย์พักคอยระดับอำเภอให้กับโรงพยาบาลคูเมือง จำนวน 47 เตียง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน

ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทได้ร่วมกับนักวิจัยพัฒนางานวิจัยด้านการผลิตเยื่อชานอ้อย ซึ่งเป็นเยื่อไม่ฟอก (Unbleached Pulp) โดยมีแนวโน้มตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับเยื่อสีขาว (Bleached Pulp) และเมื่อปลายปี 2564 บริษัทได้เริ่มผลิตเยื่อซานอ้อยไม่ฟอกดังกล่าวและใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าโดยผลิตภัณฑ์นี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 45 วัน

ในมิติด้านบรรษัทภิบาล บริษัทยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล จากการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทได้รับผลประเมินระดับ "ดีเลิศ" หรือ"Excellent" จากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2564 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 94 ซึ่งสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัทสะท้อนความทุ่มเทและอุทิศตนของบุคลากรในองค์กรกว่า 1,000 คน ที่มุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าและคุณค่าที่สำคัญในด้านต่าง ๆ แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มแม้จะเผชิญสภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางชะลอตัว และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ยังคงดำเนินอยู่และเป็นความท้าทายสูงสุด

"มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน"

บริษัทตระหนักดีว่า ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูงและมีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้หลายประการบริษัทจึงวางแผนทิศทางการเติบโตด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นการบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำตาลเป็นหลักเพียงอย่างเดียวบริษัทจึงได้ต่อยอดธุรกิจและสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้นโดยการลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยและการนำงานวิจัยเยื่อชานอ้อยไม่ฟอกซึ่งเป็นโนว์ฮาวเฉพาะของบริษัทมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมา

นอกจากนั้น บริษัทยังมองหาโอกาสในการเติบโต โดยในปี 2564 บริษัทได้ขยายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในโครงการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (Wood Pellets) ประเทศสปป.ลาว ซึ่งบริษัทมุ่งผลักดันและพัฒนาการใช้พลังงานทดแทน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยการลงทุนนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ราช- ลาว เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท Siphandone Bolaven Development Company Limited ("SPD" ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานที่ดินในสปป.ลาวกว่า40,000ไร่และบริษัท Kyuden Mirai Energy Company Limited (KME) ที่นอกจากจะเป็นผู้ซื้อรายสำคัญเนื่องจากมีโรงไฟฟ้าในเครือบริษัทแล้วยังเป็นผู้สนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อการลงทุนอีกด้วย โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทในนาม Siphandone Ratch-Lao Company Limited (SR) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานขนาดกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะแล้วเสร็จและจัดจำหน่ายได้ภายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566

บริษัทมีเป้าหมายในการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ 5ปี (2565-2569)โดยจะพัฒนาทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อมสังคมเศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล(ESG) บริษัทจะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับองค์กร และต่ออายุการรับรองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับผลิตภัณฑ์น้ำตาลและนอกจากการพัฒนาศักยภาพพนักงานและเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพและปริมาณอยู่ให้ได้ตามแผนธุรกิจแล้วบริษัทจะเพิ่มการจ้างงานคนพิการในท้องถิ่นผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทั้ง 10 แห่งทั่วอำเภอคูเมืองจังหวัดบุรีรัมย์รวมทั้งการนำ เทคโนโลยี งานวิจัย และ/หรือนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ในนามคณะกรรมการบริษัท และพนักงานทุกคน ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้าและผู้มีสวนได้เสียทุกท่านที่เชื่อมั่นและสนับสนุนบริษัทด้วยดีเสมอมาบริษัทจะยึดมั่นในการเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าและมูลค่าด้วยศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งของพวกเราเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งนำโอกาสและผลการดำเนินงานที่ดีมาสู่องค์กรผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมไทยสืบไป