ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนในระดับสูง อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ในหลายภูมิภาคของโลก ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้าโลก มาตรการด้านภาษีและนโยบายทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการปรับสมดุลของห่วงโซ่อุปทานโลก ล้วนส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม ความมั่นคงด้านอาหาร และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่ยืดเยื้อ ได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และต่อภาคครัวเรือนในวงกว้างภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
|
นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและ |
รศ. ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ประธานกรรมการบริษัท |

อุตสาหกรรมน้ำตาลยังคงเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจเกษตรและห่วงโซ่อาหารของโลก โดยมีบทบาททั้งในฐานะแหล่งพลังงานชีวภาพ วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และฐานเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมในหลายประเทศ
ในปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำตาลโลกเผชิญแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญของโลก ได้แก่ บราซิล อินเดีย และประเทศไทย ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากปีก่อนประมาณร้อยละ 18 ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว บริษัทได้ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและมีวินัยในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรในระยะยาว ผ่านการพัฒนานวัตกรรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในเวทีโลก
หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของบริษัท คือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท บริษัทมุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการบริหารจัดการเกษตรสมัยใหม่มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมของประเทศ โดยความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของบริษัทในหลายมิติ อาทิ คุณภาพอ้อยของโรงงานที่มีค่าความหวานติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไทย การได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 (Green System) รวมถึงการได้รับรางวัล CSR-DIW Award 2025 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ของบริษัท โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (BSF) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
บริษัทได้ยึดแนวคิด “น้ำตาลสร้างในไร่” เป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาองค์กร โดยเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนของอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งหมายถึงการยกระดับศักยภาพของเกษตรกร การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม
ในปี 2568 บริษัทมีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวม 2.19 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรับซื้ออ้อยสดในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 98 ซึ่งสูงกว่ากรอบที่ภาครัฐกำหนดไว้ที่ประมาณร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งเสริมการผลิตอ้อยที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการลดการเผาอ้อย และการมีส่วนร่วมในการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านผลประกอบการ บริษัทมีรายได้รวม 6,166.55 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 266.43 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำตาลในตลาดโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า และปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตที่ลดลง
แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายดังกล่าว บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินและความน่าเชื่อถือขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ในระดับ “BBB-” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” อีกทั้งยังได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance Report) ในระดับ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากล
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกและความต้องการสินค้าในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อมั่นว่า ความสามารถในการปรับตัว การบริหารจัดการอย่างมีวินัย และการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในระยะยาว
ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ยึดมั่นในหลักการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมั่นว่าความสำเร็จขององค์กรจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเติบโตและก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อย ชุมชน คู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ถือหุ้น และสังคมโดยรวม ภายใต้วิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านผลผลิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และพัฒนาธุรกิจน้ำตาล พลังงานทดแทน และธุรกิจต่อเนื่องให้เติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทจะยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและความมั่นคงด้านอาหารของโลก
ในนามของคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ผมขอขอบคุณเกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความเชื่อมั่นและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทมาโดยตลอด ความไว้วางใจของทุกท่านคือพลังสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถก้าวผ่านความท้าทาย โดยบริษัทฯ จะยึดมั่นแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตามหลักของ UNSDG เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยและธุรกิจไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต