ข้อมูลบริษัท

โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์เป็นหนึ่งในบรรดาผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมน้ำตาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยมีนายวิเชียร ตั้งตรงเวชกิจผู้ริเริ่มปลูกอ้อยและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อยในจังหวัดบุรีรัมย์

60 ปี

ก่อตั้ง

กำลังการผลิตสูงสุดต่อวัน
23,000
ตันอ้อยต่อวัน

ปริมาณอ้อยเข้าหีบสูงสุดต่อฤดูกาล
2.8
ล้านตันอ้อย

บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) (“BRR”) เดิมชื่อ บริษัท โรงงานน้ำตาลสหไทยรุ่งเรือง (2506) จำกัด (ได้รับโอนกิจการมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานน้ำตาลสหไทยรุ่งเรือง) จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2506 ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจโรงงานน้ำตาลทรายแดง ที่จังหวัดบุรีรัมย์

บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) (“BRR”) และบริษัทย่อย เป็นหนึ่งในบรรดาผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมน้ำตาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายวิเชียร ตั้งตรงเวชกิจ ผู้ริเริ่มปลูกอ้อยและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อยในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขาวสีรำ และน้ำตาลทรายดิบทั้งในและต่างประเทศ นานกว่า 5 ทศวรรษ รวมถึงการนำผลพลอยได้ที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น กากอ้อย กากหม้อกรอง และกากน้ำตาล ต่อยอดธุรกิจอย่างครบวงจร ประกอบด้วยธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล ธุรกิจผลิตและจำหน่ายปุ๋ย และธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาอ้อย และธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นธุรกิจสนับสนุน

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจ

กลุ่มบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ มีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ โดยวางแผนในระยะสั้นและระยาว รวมทั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ได้วางไว้

กลุ่มบริษัทได้วางแผนธุรกิจเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีการทบทวนแผนเป็นประจำทุกปี ตลอดจนมีการรายงานการดำเนินงาน หรือ Action Plan ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทของแต่ละบริษัทเป็นประจำทุกเดือน เพื่อบริหารจัดการ ติดตาม และควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องและเป็นไปตามแผนธุรกิจที่ได้จัดทำไว้ และบริษัทยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สร้างความมั่นคงด้านผลผลิตและสร้างชีวิตที่ดีแก่ชาวไร่อ้อย

ตามที่บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสร้างความมั่นคงด้านผลผลิตและสร้างชีวิตที่ดีแก่ชาวไร่อ้อย โดยส่งเสริมการปลูกอ้อยและขยายพื้นที่เพาะปลูกกว่า 240,000 ไร่ เพื่อเพิ่มผลผลิตกว่า 3 ล้านตัน ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานคุณภาพอ้อยให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงสุด

จากแผนงานการบริหารจัดการของบริษัทที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้ฤดูการผลิตปี 2567/68 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบอยู่ที่ 2.19 ล้านตัน และมีค่าความหวานของอ้อยอยู่ที่ 13.99 C.C.S. ซึ่งติดอันดับสูงสุด 1 ใน 10 ของประเทศ โดยค่าเฉลี่ย C.C.S. ของประเทศไทยอยู่ที่ 12.61 C.C.S. โดยมีปริมาณอ้อยของบริษัทที่ผลิตได้อยู่ที่ 9.6 ตันต่อไร่ อีกทั้ง ปริมาณการผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยของบริษัทอยู่ที่ 118.61 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทยเช่นกัน อยู่ที่ 109.19 กิโลกรัมต่อตันอ้อย จะเห็นได้ว่าบริษัทยังสามารถรักษาคุณภาพความหวาน เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำตาลที่มากขึ้นอีกด้วย

บริษัทจะไม่หยุดพัฒนาในเรื่องดังกล่าวตามพันธกิจที่ตั้งไว้ เพราะบริษัทเข้าใจดีว่าวัตถุดิบเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด สำหรับธุรกิจน้ำตาลทราย และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ได้มาจากสิ่งเหลือจากกระบวนการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทราย

ขยายการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ และพัฒนาธุรกิจสิ่งเหลือจากกระบวนการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทราย ตลอดจนการลงทุนในธุรกิจประเภทอื่น เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้หลักจากธุรกิจน้ำตาลทรายเพียงอย่างเดียว

สำหรับธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่าง ๆ จากชานอ้อย รวมทั้งการผลิตเยื่อชานอ้อย โดยมี บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด ("SEW") ดำเนินธุรกิจนั้น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยประมาณ 300 ล้านชิ้นต่อปี โดยสินค้าหลักเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ทั้งนี้ SEW ยังคงมุ่งเน้นการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศร้อยละ 90 เนื่องจากมีความต้องการเติบโตสูงกว่าตลาดในประเทศ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Global Market Insights มีความต้องการผลิตภัณฑ์จากเยื่อกระดาษ/เยื่อพืช เฉลี่ยเติบโตแบบบทบต้น (CAGR) ถึงร้อยละ 5.1 ตั้งแต่ปี 2564 - 2570 ซึ่งคาดการณ์ในปี 2570 ทวีปอเมริกาเหนือจะมีมูลค่าส่วนแบ่งการตลาดถึงร้อยละ 25 และมูลค่าตลาดในยุโรปจะเติบโตสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ด้านธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (Wood Pellet) สำหรับโครงการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในประเทศ สปป. ลาว จากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่คาดการณ์ความต้องการ Wood Pellet ของญี่ปุ่นเติบโตจากปี 2556 - 2573 คิดเป็นอัตราเฉลี่ยร้อยละ 20 รวมทั้งราคาที่เพิ่มสูงขึ้นของโลก ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลในหลายประเทศให้ความสนใจ โดยมีการกำหนดนโยบาย ตั้งเป้าหมายและกำหนดกรอบเวลาในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างเป็นรูปธรรม บริษัทจึงได้ศึกษาการดำเนินโครงการ Wood Pellet ในเฟสถัดไป โดยพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการทั้งในประเทศไทยและประเทศ สปป.ลาว รวมทั้งการปลูกไม้เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบ ยังสามารถต่อยอดธุรกิจคาร์บอนเครดิตในอนาคตได้อีกด้วย

การดำเนินธุรกิจขององค์กรให้เติบโตและก้าวหน้าอย่างยั่งยืนนั้น นอกจากความสามารถในการทำกำไรเพียงอย่างเดียวคงมิอาจทำให้องค์กรดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องประกอบด้วยการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรม การดูแลเอาใจใส่ผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และคิดค้น ต่อยอดสิ่งใหม่อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้กลุ่มบริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนา 6 ด้าน ดังนี้

  1. การพัฒนาบุคลากร

    บุคลากรเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา กลุ่มบริษัทจึงให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคล ทั้งในด้านการจัดหาบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน โดยคำนึงถึงกระบวนการสรรหาพนักงานจากภายในและภายนอกองค์กรที่มีความสามารถเหมาะสมเข้ามาดำร งตำแหน่ง พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง และการรักษาไว้ซึ่งบุคลากรที่มีความสำคัญ อีกทั้งมีการควบคุมให้พนักงานปฏิบัติตามข้อบังคับบริษัท, คู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจรรยาบรรณธุรกิจ และนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการทำให้บุคลากรในองค์กรตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนรวมในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว

  2. การพัฒนาเกษตรกรชาวไร่อ้อย

    ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านผลผลิตและสร้างชีวิตที่ดีแก่ชาวไร่อ้อยตามป รัชญา “น้ำตาลสร้างในไร่” ดังนั้น กลุ่มบริษัทจึงได้ส่งเสริมและพัฒนาชาวไร่อ้อยให้มีความรู้ในการบริหารจัดการอ้อยทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยว รวมถึงความรู้ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้บริหารจัดการอ้อย และการนำคณะชาวไร่อ้อยไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำความรู้มาต่อยอดและประยุกต์ใช้ การพัฒนาในด้านนี้ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้แก่เกษตร กร และยังสามารถลดความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบและสร้างความมั่นคงด้านผลผลิตให้แก่กลุ่มบริษัทได้อีกด้วย

    นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทยังมีแนวคิดเปลี่ยนเกษตรกร เป็น “นักธุรกิจชาวไร่อ้อย” โดยแนวคิดดังกล่าวมุ่งให้เกษตรกรสามารถวางแผนและบริหารจัดการในการเพาะปลูกอ้อยและกระบวน การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้และการส่งเสริมจากกลุ่มบริษัท อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างให้อาชีพเพาะปลูกอ้อย เป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ที่ดี มีความสุขในการทำงาน อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และสามารถสืบทอดกิจการจากรุ่นสู่รุ่น

  3. การพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี

    ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุง และเสริมศักยภาพในการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทและเกษตรกรชาวไร่อ้อย กลุ่มบริษัทมีการบริหารจัดการระบบไร่ออนไลน์ (Online) การจัดทำระบบสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) รวมทั้งระบบจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ แบบ MIS (Management Information System) และระบบแผนที่แปลงอ้อย GIS (Geographic Information System) รวมทั้งนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ เพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อย และตรวจติดตามรายแปลงอ้อยได้ตามหลักวิชาการ รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยเพื่อป้องกันและกำจัดโรคพืชและศัตรูพืช อาทิเช่น งานวิจัยการควบคุมการระบาด ของโรคและแมลง โดยใช้วิธีธรรมชาติและมีการเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติ เช่น แตนเบียน เพื่อควบคุมการระบาดของหนอนกออ้อย และเชื้อราเขียว เพื่อกำจัดด้วงหนวดยาว เป็นต้น

    ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ อาทิเช่น กระบวนการผลิตเยื่อชานอ้อยแบบ Organic Process ที่บริษัทได้ร่วมกับทีมนักวิจัยของบริษัทพัฒนางานวิจัยด้านการผลิตเยื่อชานอ้อยที่มีกระบวนการผลิตแบบ Organic Process ไม่ใช้สารฟอกขาว จึงทำให้เยื่อมีความสะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้เฉพาะของบริษัท และเป็นเพียงรายเดียวในโลกที่ผลิตเยื่อด้วยกระบวนการผลิตดังกล่าว โดยในปัจจุบันผลงานวิจัยเยื่อดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนรออนุมัติสิทธิบัตร

  4. การพัฒนาชุมชน

    กลุ่มบริษัทมีพันธกิจสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น ด้วยการพัฒนาความรู้และส่งเสริมอาชีพให้แก่คนในชุมชน จัดกิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์และรับซื้อสินค้าจากชุมชน เพื่อจัดทำเป็นของที่ระลึกของกลุ่มบริษัทเพื่อมอบในเทศกาลปีใหม่หรือในโอกาสต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถดำรงชีพได้อย่างมั่นคงและมีความภูมิใจในตนเอง นอกจากนั้น ยังพัฒนาและสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานและโรงเรียนในชุมชนรอบสถานประกอบการของกลุ่มบริษัทอี กด้วย

  5. การพัฒนาสิ่งแวดล้อม

    กลุ่มบริษัทดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการจัดการภายในโรงงาน ซึ่งใส่ใจตั้งแต่กระบวนการผลิต และการจัดภูมิทัศน์รอบโรงงาน เป็นต้น นอกจากนั้น ยังได้จัดกิจกรรมรักษาสิ่งแวดล้อม โดยให้ชุมชน หน่วยงานราชการท้องถิ่น และพนักงานของกลุ่มบริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกัน และสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนร่วมกัน

  6. การพัฒนาและบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรม

    ความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรม เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทดำเนินงานด้วยความโปร่งใส โดยมีการเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเสริมสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ถือหุ้นทุกราย อีกทั้งเพื่อความถูกต้องและความโปร่งใสในการดำเนินกิจการ