ปี 2561 นับเป็นปีที่ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกลดมีความผันผวนสูงและลดต่ำลงมาก เป็นประวัติการณ์ โดยระดับราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกเปิดที่ราคา 15 เซนต์/ปอนด์ ในช่วงเดือนมกราคม และลดลงมากถึงระดับ 9.83 เซนต์/ปอนด์ ในช่วงเดือนกันยายนก่อนจะปรับตัวสูงขึ้นมาปิดที่ 12.03 เซนต์/ปอนด์ ในช่วงปลายเดือนธันวาคม โดยระดับราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 12-13 เซนต์/ปอนด์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคา 20 เซนต์/ปอนด์

บริษัทได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท รวมทั้งยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากรของบริษัทและชาวไร่อ้อยควบคู่กันไป ตามพันธกิจสร้าง นักธุรกิจชาวไร่

นายประจวบ ไชยสาส์น

ประธานกรรมการบริษัท

สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากผลผลิตของประเทศผู้ผลิตสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งอินเดีย ไทย สหภาพยุโรป และจีน การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของอินเดีย เทรนด์การบริโภคน้ำตาลที่เริ่มเปลี่ยนแปลง ประกอบกับสต๊อกน้ำตาลทรายในตลาดโลกยังคงสูงเมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ทำให้ ผลผลิตส่วนเกินนี้มีผลกดดันต่อราคา ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มตกต่ำและส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตาม

ขณะเดียวกันการประกาศปรับโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของภาครัฐในช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยกเลิกระบบโควตาและการลอยตัวราคาจำหน่ายปลีกน้ำตาลทรายอันเป็นผลมาจาก การกล่าวหาของบราซิลต่อไทยกับองค์การการค้าโลก (WTO) ว่าให้การอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอันเป็นการบิดเบือนตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายกับบราซิล ซึ่งการปรับโครงสร้างนี้ส่งผลต่อราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในที่ปรับลดตามราคาตลาดโลกและปริมาณการจำหน่ายที่ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ จากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและด้านอุปสงค์อุปทานของน้ำตาลทรายดังกล่าว ทำให้ผล การดำเนินงานในปี 2561 ของบริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการรวม 5,555.97 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 271.67 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่า ปัจจัยภายนอกจะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมีมาตรการระยะยาวเพื่อทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อยในลักษณะ Contract Farming รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เกี่ยวกับพันธุ์อ้อย อีกทั้งมีระบบการบริหารจัดการที่ใช้สนับสนุนการเพาะปลูก การบริหารจัดการระบบชาวไร่ด้วยระบบไร่ออนไลน์ และระบบจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ชาวไร่ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภาพการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจของบริษัทอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การรองรับการตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตตามกระแสโลกาภิวัตน์ (Mega Trends) บริษัทได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท รวมทั้งยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากรของบริษัทและชาวไร่อ้อยควบคู่กันไป ตามพันธกิจสร้าง “นักธุรกิจชาวไร่” เพื่อให้อาชีพเพาะปลูกอ้อยเป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ที่ดี มีความสุข อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และสืบทอดกิจการต่อกันทุกชั่วอายุคน เพราะบริษัทเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความยั่งยืนทั้งด้านวัตถุดิบและการดำเนินธุรกิจของบริษัทเช่นเดียวกัน

ด้านธุรกิจไฟฟ้าชีวมวลในปีที่ผ่านมา กลุ่มโรงไฟฟ้ามีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 972 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 410 ล้าบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2560 ร้อยละ 78 นอกจากนั้น บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด (“BPC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม จากพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในงาน Thailand Energy Awards 2018 ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ในงาน 36th ASEAN Ministers on Energy Meeting (36 AMEM) ณ ประเทศสิงคโปร์

สำหรับธุรกิจผลพลอยได้ในปีที่ผ่านมา ได้จัดตั้งบริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด (“SEW”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยมีวัตถุประสงค์ผลิต จำหน่าย นำเข้าและส่งออกบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือและเครื่องใช้ที่ทำจากชานอ้อยและวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า SEW จะสามารถเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ช่วงกลางปี 2562

นอกจากนั้น ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทได้ปฏิบัติงานบนพื้นฐานแนวคิด “การพัฒนาธุรกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างความเจริญให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยรอบสถานประกอบการ อาทิ โครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรมะลิปลอดสาร ในเขตชุมชนโนนกลาง เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน รวมทั้งได้ร่วมมือกับองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้นกกระเรียนพันธุ์ไทยของพระราชา ในเขตห้ามล่าสัตว์ห้วยแสงเหนือ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ ความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ชุมชนข้างเคียง และพนักงานให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ส่วนด้านการกำกับดูแลกิจการนั้น บริษัทได้รับใบรับรองฐานะสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินตามนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชัน ตลอดจน การสื่อสารและประกาศเรื่องดังกล่าวไปยังคู่ค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งได้จัดอบรมให้บุคลากรและรณรงค์ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้เปิดช่องทางการแจ้งข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะ (Whistleblowing) เพื่อรับข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านกล่องรับความคิดเห็นและทางไปรษณีย์ ซึ่งส่งถึงประธานกรรมการธรรมาภิบาลโดยตรง โดยในปีที่ผ่านมาไม่ปรากฏข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้น จากการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทได้รับผลประเมินระดับ “ดีเลิศ” หรือ “Excellent” โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 93 ซึ่งสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ในระดับร้อยละ 81 จากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2561 ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ในนามของคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหารและพนักงานทุกคน บริษัทขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่ได้ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทด้วยดีเสมอมา และขอให้เชื่อมั่นว่าบริษัทมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งการมุ่งสร้างผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วยหลักธรรมาภิบาลสืบไป